<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>จังหวัดกระบี่</title>
	<atom:link href="http://news.krabi.go.th/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://news.krabi.go.th</link>
	<description>ชุมชนแห่งการเรียนรู้</description>
	<lastBuildDate>Fri, 03 May 2013 03:23:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
		<item>
		<title>การปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน</title>
		<link>http://news.krabi.go.th/?p=1732</link>
		<comments>http://news.krabi.go.th/?p=1732#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 May 2013 03:23:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>klangkrabi</dc:creator>
				<category><![CDATA[สนง.คลังจังหวัดกระบี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.krabi.go.th/?p=1732</guid>
		<description><![CDATA[การปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ด้วยกระทรวงการคลังได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยยกเลิกระเบียบดังกล่าวและกำหนดระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 ขึ้น เพื่อให้ส่วนราชการถือปฏิบัติ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ประกาศระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 ใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์  2556  ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป จึงทำให้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่าง ๆ  ที่กำหนดขึ้นตามระเบียบเดิมถูกยกเลิกด้วย              กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 ข้อ 27 ซึ่งกำหนดว่าการจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ให้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ดังนั้น จึงกำหนดหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 ขึ้นใช้บังคับกรณีให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน  โดยสามารถศึกษารายละเอียดได้ในเว็บไซต์กรมบัญชี www.cgd.go.th]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;color: #0833f6;font-size: 18px"><strong>การปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ</strong><strong>กรณีฉุกเฉิน</strong><strong></strong></p>
<p style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;color: #f509cf;font-size: 16px">ด้วยกระทรวงการคลังได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยยกเลิกระเบียบดังกล่าวและกำหนดระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 ขึ้น เพื่อให้ส่วนราชการถือปฏิบัติ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ประกาศระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 ใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์  2556  ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป จึงทำให้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่าง ๆ  ที่กำหนดขึ้นตามระเบียบเดิมถูกยกเลิกด้วย</p>
<p style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;color: #0bf335;font-size: 16px">             กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 ข้อ 27 ซึ่งกำหนดว่าการจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ให้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ดังนั้น จึงกำหนดหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 ขึ้นใช้บังคับกรณีให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน </p>
<p style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;color: #f20c2c;font-size: 16px">โดยสามารถศึกษารายละเอียดได้ในเว็บไซต์กรมบัญชี <a href="http://www.cgd.go.th">www.cgd.go.th</a></p>
<p style="font-family: Arial, Helvetica, sans-serif;color: #f20c2c;font-size: 16px"><a href="http://news.krabi.go.th/wp-content/uploads/2013/05/city-311.gif"><img class="alignnone size-full wp-image-1734" src="http://news.krabi.go.th/wp-content/uploads/2013/05/city-311.gif" alt="" width="110" height="85" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.krabi.go.th/?feed=rss2&#038;p=1732</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ช้างแก่งกระจาน&#8230;..ยังเสี่ยงถูกลอบฆ่า</title>
		<link>http://news.krabi.go.th/?p=1728</link>
		<comments>http://news.krabi.go.th/?p=1728#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 May 2013 03:46:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>krabimnre</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชุมชนแห่งการเรียนรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.krabi.go.th/?p=1728</guid>
		<description><![CDATA[ช้างต้นแม่น้ำเพชรบุรีและช้างป่าละอูราว 250 เชือกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานยังอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกลักลอบฆ่า เพียงช่วงปี 2555 ถึงต้นปี 2556 ที่ผ่านมา พบช้างถูกฆ่าในพื้นที่อุทยานฯ รวม 5 ครั้ง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเปิดเผยในการบรรยายพิเศษ เรื่อง “การจัดการช้างในเขตอุทยาน” เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 19 เมษายน 2556 ที่ผ่านมาว่า กลุ่มนักลักลอบล่าช้างในอุทยานแก่งกระจานเป็นกลุ่มมืออาชีพที่มีอาวุธพร้อม และทำงานเป็นกระบวนการ ในขณะที่อุทยานฯ มีข้อจำกัดแทบทุกด้านทั้งอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ อาวุธ และงบประมาณ  ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่เพียง 83 คนดูแลผืนป่าแก่งกระจาน1,800,000 ไร่  ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั่นคือเจ้าหน้าที่ 1 คนต้องดูแลผืนป่าราว 20,000 ไร่ ด้วยงบประมาณ 1 บาท 50 สตางค์ ต่อไร่ ต่อปีอย่างไรก็ตามยอมรับเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นกับทุกอุทยานฯ ในประเทศ กำลังสรุปข้อเสนอเชิงนโยบายให้นายกรัฐมนตรี “ขบวนการล่าช้างมีมาต่อเนื่อง หนักขึ้น ๆ เพราะช้างมาอยู่ในพื้นที่ ๆ ติดชุมชน การตายก็จะเห็นได้ง่าย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช้างต้นแม่น้ำเพชรบุรีและช้างป่าละอูราว 250 เชือกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานยังอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกลักลอบฆ่า เพียงช่วงปี 2555 ถึงต้นปี 2556 ที่ผ่านมา พบช้างถูกฆ่าในพื้นที่อุทยานฯ รวม 5 ครั้ง</p>
<p>หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเปิดเผยในการบรรยายพิเศษ เรื่อง “การจัดการช้างในเขตอุทยาน” เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 19 เมษายน 2556 ที่ผ่านมาว่า กลุ่มนักลักลอบล่าช้างในอุทยานแก่งกระจานเป็นกลุ่มมืออาชีพที่มีอาวุธพร้อม และทำงานเป็นกระบวนการ ในขณะที่อุทยานฯ มีข้อจำกัดแทบทุกด้านทั้งอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ อาวุธ และงบประมาณ  ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่เพียง 83 คนดูแลผืนป่าแก่งกระจาน1,800,000 ไร่  ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั่นคือเจ้าหน้าที่ 1 คนต้องดูแลผืนป่าราว 20,000 ไร่ ด้วยงบประมาณ 1 บาท 50 สตางค์ ต่อไร่ ต่อปีอย่างไรก็ตามยอมรับเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นกับทุกอุทยานฯ ในประเทศ กำลังสรุปข้อเสนอเชิงนโยบายให้นายกรัฐมนตรี</p>
<p>“ขบวนการล่าช้างมีมาต่อเนื่อง หนักขึ้น ๆ เพราะช้างมาอยู่ในพื้นที่ ๆ ติดชุมชน การตายก็จะเห็นได้ง่าย พื้นที่จำกัดทำให้ช้างโยกย้ายไปที่อื่นไม่ได้ เพราะพื้นที่แหล่งน้ำ แหล่งอาหารด้วย เกิดมา 4 เคสแล้ว ที่เป็นข่าว และมีที่ไม่เป็นข่าวอีก 1 เคส</p>
<p>ปัญหานี่มาทุกด้าน มืออาชีพที่เข้ามาจากฝั่งหนึ่ง การอพยพคนที่ไร้สัญชาติเข้ามาในพื้นที่ป่า ขบวนการหนึ่งคือประชากรที่เพิ่มมาโดยผิดกฎหมาย สองเรื่องของการออกตั๋วรูปพรรณที่ง่าย เรื่องของอัตรากำลังที่ไม่ต้องพูดถึง มันพูดกันมานาน จำเจแล้ว ไม่มีใครสนใจ เรื่องงบประมาณ เรื่องอัตรากำลัง เรื่องอาวุธปืน มันก็เป็นอย่างนี้มาตลอด</p>
<p>เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องมาคุยกันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง กรมป่าไม้ กรมอุทยาน คุยกันเพื่อจะนำเสนอให้กับนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารระดับกระทรวง ต้องไปชี้แจง พูดคุยกันใหม่ ว่าประเทศชาติจะอยู่เพื่ออะไร ถ้าจะคุ้มครองทรัพยากรก็ต้องเน้นทรัพยากรเป็นหลัก อัตรากำลังที่ไม่เพียงพอ อาวุธที่ไม่เพียงพอ ก็จัดให้เขาเต็มที่” <em><strong>ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร</strong></em><strong> </strong><strong>หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน</strong> กล่าว</p>
<p>ด้านอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยกำลังเตรียมใช้งบประมาณของมหาวิทยาลัยทำการศึกษาภาพรวมการจัดการช้างทั่วประเทศ เพื่อจัดทำข้อเสนอทางออกในเชิงวิชาการเพื่อเสนอต่อรัฐบาล</p>
<p>…<em><strong>วรัญญา จันทราทิพย์</strong></em><strong> </strong><strong>สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม </strong><strong>GreenNewsTV</strong> รายงาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://news.krabi.go.th/wp-content/uploads/2013/05/images.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1729" src="http://news.krabi.go.th/wp-content/uploads/2013/05/images.jpg" alt="" width="253" height="199" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.krabi.go.th/?feed=rss2&#038;p=1728</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการขยายเวลาการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี</title>
		<link>http://news.krabi.go.th/?p=1718</link>
		<comments>http://news.krabi.go.th/?p=1718#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 May 2013 06:38:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>klangkrabi</dc:creator>
				<category><![CDATA[สนง.คลังจังหวัดกระบี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.krabi.go.th/?p=1718</guid>
		<description><![CDATA[แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการขยายเวลาการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.3/ ว 88 ลงวันที่  6 มีนาคม  2556  เรื่อง แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการขยายเวลาการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี สำหรับใบสั่งซื้อสั่งจ้างรอบ 31 มีนาคม ผ่าน GFMIS  Web Online ใช้สำหรับส่วนราชการในระดับหน่วยเบิกจ่ายที่ต้องการขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีผ่านใบสั่งซื้อสั่งจ้าง โดยส่วนราชการจะต้องเลือก “กระบวนงานขยายเวลาเบิกจ่ายและกันเงินเหลื่อมปีใบสั่งซื้อสั่งจ้าง” แล้วดำเนินการคัดเลือก(List)   ใบสั่งซื้อสั่งจ้างของปีงบประมาณก่อนที่ยังคงมีภาระผูกพันและคาดว่าจะเบิกจ่ายเงินได้ในปีงบประมาณใหม่ โดยขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายต่อไปอีก 6 เดือน เมื่อดำเนินการคัดเลือก (List) ให้ตรวจสอบรายงานการขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินสำหรับใบสั่งซื้อสั่งจ้างผ่าน GFMIS Web Online แล้วจึงแจ้งส่วนราชการต้นสังกัดในส่วนกลางที่เป็นส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ เพื่อยืนยัน(Confirm) รายการดังกล่าวผ่านเครื่อง GFMIS Terminal ในระหว่างที่ส่วนราชการต้นสังกัดยังไม่ยืนยัน (Confirm) รายการดังกล่าว ส่วนราชการในระดับหน่วยเบิกจ่ายสามารถยกเลิกการขยายระยะเวลาเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี สำหรับใบสั่งซื้อสั่งจ้างบางรายการได้ผ่าน GFMIS Web Online โดยเลือก “กระบวนงานยกเลิกรายการใบสั่งซื้อสั่งจ้างขอขยายเบิกจ่าย – กันเหลื่อมปี (List cancel)” หากส่วนราชการต้นสังกัดในส่วนกลางดำเนินการยืนยัน(Confirm) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="font-family: Times New Roman, Times, serif;color: #0b19f3;font-size: 18px"><strong><span style="text-decoration: underline">แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการขยายเวลาการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี</span></strong><strong></strong></p>
<p style="font-family: Times New Roman, Times, serif;color: #de08f6;font-size: 16px">ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.3/ ว 88 ลงวันที่  6 มีนาคม  2556  เรื่อง แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการขยายเวลาการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี สำหรับใบสั่งซื้อสั่งจ้างรอบ 31 มีนาคม ผ่าน GFMIS  Web Online ใช้สำหรับส่วนราชการในระดับหน่วยเบิกจ่ายที่ต้องการขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีผ่านใบสั่งซื้อสั่งจ้าง โดยส่วนราชการจะต้องเลือก “กระบวนงานขยายเวลาเบิกจ่ายและกันเงินเหลื่อมปีใบสั่งซื้อสั่งจ้าง” แล้วดำเนินการคัดเลือก(List)   ใบสั่งซื้อสั่งจ้างของปีงบประมาณก่อนที่ยังคงมีภาระผูกพันและคาดว่าจะเบิกจ่ายเงินได้ในปีงบประมาณใหม่ โดยขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายต่อไปอีก 6 เดือน เมื่อดำเนินการคัดเลือก (List) ให้ตรวจสอบรายงานการขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินสำหรับใบสั่งซื้อสั่งจ้างผ่าน GFMIS Web Online แล้วจึงแจ้งส่วนราชการต้นสังกัดในส่วนกลางที่เป็นส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ เพื่อยืนยัน(Confirm) รายการดังกล่าวผ่านเครื่อง GFMIS Terminal ในระหว่างที่ส่วนราชการต้นสังกัดยังไม่ยืนยัน (Confirm) รายการดังกล่าว ส่วนราชการในระดับหน่วยเบิกจ่ายสามารถยกเลิกการขยายระยะเวลาเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี สำหรับใบสั่งซื้อสั่งจ้างบางรายการได้ผ่าน GFMIS Web Online โดยเลือก “กระบวนงานยกเลิกรายการใบสั่งซื้อสั่งจ้างขอขยายเบิกจ่าย – กันเหลื่อมปี (List cancel)” หากส่วนราชการต้นสังกัดในส่วนกลางดำเนินการยืนยัน(Confirm) รายการดังกล่าวแล้ว และยังคงมีความประสงค์จะยกเลิกรายการดังกล่าว ให้แจ้งกรมบัญชีกลางยกเลิกรายการก่อนขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินต่อไป</p>
<p style="font-family: Times New Roman, Times, serif;color: #13e11f;font-size: 16px">ซึ่งสามารถดาวน์โหลดรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของกรมบัญชีกลาง <strong> </strong><a href="http://www.cgd.go.th/"><strong>www.cgd.go.th</strong></a><strong>  </strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.krabi.go.th/?feed=rss2&#038;p=1718</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สำนักงานจัดหางานจังหวัด จัดงานนัดพบแรงงาน  ครั้งที่  4/2556</title>
		<link>http://news.krabi.go.th/?p=1708</link>
		<comments>http://news.krabi.go.th/?p=1708#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Apr 2013 03:51:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>doekrabi</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชุมชนแห่งการเรียนรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.krabi.go.th/?p=1708</guid>
		<description><![CDATA[สำนักงานจัดหางานจังหวัดกระบี่ ร่วมกับห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี จัดนัดพบแรงงาน ครั้งที่ 4/2556 ในวันพุธ ที่ 24 เมษษยน 2556 เวลา 09.30-16.00 น. ณ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี (บริเวณศูนย์อาหาร)  พบกับตำแหน่งงานทีี่มีค่าจ้างไม่น้อยกว่าวันละ 300 บาท หรือ 9,000 บาท ต่อเดือน จำนวนกว่า 300 อัตรา สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดกระบี่ ศูนย์ราชการกระทรวงแรงงาน ถนนท่าเรือ ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่            โทร. ๐๗๕ ๖๒๑ ๕๒๗ (อ่านแล้วขอความกรุณาประชาสัมพันธ์ต่อให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สำนักงานจัดหางานจังหวัดกระบี่ ร่วมกับห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี  จัดนัดพบแรงงาน ครั้งที่ 4/2556  ในวันพุธ ที่  24  เมษษยน  2556  เวลา  09.30-16.00 น.  ณ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี  (บริเวณศูนย์อาหาร)  พบกับตำแหน่งงานทีี่มีค่าจ้างไม่น้อยกว่าวันละ 300 บาท หรือ 9,000 บาท ต่อเดือน จำนวนกว่า 300 อัตรา<br />
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดกระบี่ ศูนย์ราชการกระทรวงแรงงาน  ถนนท่าเรือ  ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่            โทร. ๐๗๕ ๖๒๑ ๕๒๗<br />
(อ่านแล้วขอความกรุณาประชาสัมพันธ์ต่อให้ด้วยนะคะ   ขอบคุณค่ะ)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.krabi.go.th/?feed=rss2&#038;p=1708</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การปรับปรุงมติ ครม. มาตรการประหยัด</title>
		<link>http://news.krabi.go.th/?p=1690</link>
		<comments>http://news.krabi.go.th/?p=1690#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Apr 2013 04:40:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>klangkrabi</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชุมชนแห่งการเรียนรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.krabi.go.th/?p=1690</guid>
		<description><![CDATA[การปรับปรุงมติ ครม. มาตรการประหยัด  สืบเนื่องจากมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300  บาท ทั่วประเทศ ซึ่งกรมบัญชีกลาง ได้ปรับเพิ่มอัตราค่าอาหารและค่าเช่าที่พักในการฝึกอบรมไปแล้ว รวมทั้งได้เสนอ ครม. พิจารณาปรับปรุงมาตรการประหยัดที่ขอความร่วมมือส่วนราชการในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายดังนี้ รายการ อบรม/ประชุมสถานที่ราชการ(บาท/มื้อ/คน) อบรม/ประชุมสถานที่เอกชน(บาท/มื้อ/คน) ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มในการฝึกอบรมและการประชุม ไม่เกิน 35 ไม่เกิน 50   รายการ อัตราเดิม(บาท/มื้อ/คน) อัตราใหม่(บาท/มื้อ/คน) ค่าอาหารในการประชุม ไม่เกิน 80 ไม่เกิน  120              ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่  5 กุมภาพันธ์  2556 (ด่วนที่สุดที่ นร 0506/ว 24 ลงวันที่  6 กุมภาพันธ์  2556 )  เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ              ทั้งนี้ขอความร่วมมือในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายตามอัตราดังกล่าวด้วย แต่อย่าลืมว่า มติ ครม. 24 พ.ย. 2552 ไม่ได้ถูกยกเลิกทั้งฉบับ ดังนั้นมาตรการประหยัด ที่ขอความร่วมมือส่วนราชการในการเบิกค่าเครื่องบินชั้นประหยัดในการเดินทางไปราชการในประเทศยังคงอยู่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="color: #0514bc;font-size: 24px"><strong>การปรับปรุงมติ ครม. มาตรการประหยัด</strong><strong> </strong></p>
<p style="color: #11c511;font-size: 16px">สืบเนื่องจากมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300  บาท ทั่วประเทศ ซึ่งกรมบัญชีกลาง ได้ปรับเพิ่มอัตราค่าอาหารและค่าเช่าที่พักในการฝึกอบรมไปแล้ว รวมทั้งได้เสนอ ครม. พิจารณาปรับปรุงมาตรการประหยัดที่ขอความร่วมมือส่วนราชการในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายดังนี้</p>
<table style="width: 608px;height: 120px" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="608">
<tbody>
<tr>
<td width="140">
<p style="text-align: center;color: #b20faf;font-size: 16px">รายการ</p>
</td>
<td style="text-align: center;color: #ba11ba;font-size: 16px" width="104">อบรม/ประชุมสถานที่ราชการ(บาท/มื้อ/คน)</td>
<td style="text-align: center" width="104">
<p style="color: #a71bb0;font-size: 16px">อบรม/ประชุมสถานที่เอกชน(บาท/มื้อ/คน)</p>
</td>
</tr>
<tr style="color: #11eded;font-size: 16px">
<td style="text-align: center" width="140">
<p style="color: #0aa6b7;font-size: 16px">ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มในการฝึกอบรมและการประชุม</p>
</td>
<td style="text-align: center" width="104">
<p style="color: #09b8b5;font-size: 16px">ไม่เกิน 35</p>
</td>
<td style="text-align: center" width="104">
<p style="color: #0cb8bf;font-size: 16px">ไม่เกิน 50</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p> </p>
<table style="width: 611px;height: 82px" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="611">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center;color: #8b09a3;font-size: 16px" width="158">รายการ</td>
<td style="text-align: center;color: #b008c3;font-size: 16px" width="95">อัตราเดิม(บาท/มื้อ/คน)</td>
<td style="text-align: center;color: #c50bd5;font-size: 16px" width="94">อัตราใหม่(บาท/มื้อ/คน)</td>
</tr>
<tr>
<td style="text-align: center;color: #ca3915;font-size: 16px" width="158">ค่าอาหารในการประชุม</td>
<td style="text-align: center;color: #c73c19;font-size: 16px" width="95">ไม่เกิน 80</td>
<td style="text-align: center;color: #cd361d;font-size: 16px" width="94">ไม่เกิน  120</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p style="color: #05d6db;font-size: 16px">             ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่  5 กุมภาพันธ์  2556 (ด่วนที่สุดที่ นร 0506/ว 24 ลงวันที่  6 กุมภาพันธ์  2556 )  เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ</p>
<p style="color: #43c704;font-size: 16px">             ทั้งนี้ขอความร่วมมือในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายตามอัตราดังกล่าวด้วย แต่อย่าลืมว่า มติ ครม. 24 พ.ย. 2552 ไม่ได้ถูกยกเลิกทั้งฉบับ ดังนั้นมาตรการประหยัด ที่ขอความร่วมมือส่วนราชการในการเบิกค่าเครื่องบินชั้นประหยัดในการเดินทางไปราชการในประเทศยังคงอยู่</p>
<p style="color: #f70724;font-size: 16px">โดยสามารถศึกษารายละเอียดได้ในเว็บไซต์กรมบัญชี <a href="http://www.cgd.go.th">www.cgd.go.th</a></p>
<p style="color: #f70724;font-size: 16px"> <a href="http://news.krabi.go.th/wp-content/uploads/2013/04/36_3_1611.gif"><img class="alignnone size-full wp-image-1700" src="http://news.krabi.go.th/wp-content/uploads/2013/04/36_3_1611.gif" alt="" width="65" height="63" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.krabi.go.th/?feed=rss2&#038;p=1690</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวทางการตรวจสอบการนำเงินส่งคลังผ่าน บมจ.ธนาคารกรุงไทย</title>
		<link>http://news.krabi.go.th/?p=1680</link>
		<comments>http://news.krabi.go.th/?p=1680#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Apr 2013 08:14:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>klangkrabi</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชุมชนแห่งการเรียนรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.krabi.go.th/?p=1680</guid>
		<description><![CDATA[แนวทางการตรวจสอบการนำเงินส่งคลังผ่าน บมจ.ธนาคารกรุงไทย ด้วยกรมบัญชีกลางได้พัฒนารายงานเพื่อแสดงรายละเอียดข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร (Bank statement) ของกรมบัญชีกลาง หรือสำนักงานคลังจังหวัดเกี่ยวกับจำนวนเงินและประเภทการนำส่งเงินแยกตามศูนย์ต้นทุนที่นำเงินส่งคลัง เพื่อให้ส่วนราชการใช้ในการตรวจสอบความครบถ้วน ถูกต้อง ของข้อมูลนำเงินส่งคลังผ่าน บมจ.ธนาคารกรุงไทย กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า ประเภทเงินที่นำส่งคลังซึ่งแสดงในใบนำฝากเงิน (Pay in slip) มีความสัมพันธ์ กับบัญชีแยกประเภทของส่วนราชการและกรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานที่จัดทำรายงานการเงินของแผ่นดิน คือ บัญชีค่าใช้จ่ายระหว่างหน่วยงานและบัญชีรายได้ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินส่งคลัง ซึ่งเป็นบัญชีที่ระบบบันทึกอัตโนมัติ หากส่วนราชการระบุประเภทเงินที่นำส่งคลังผิดพลาดจะส่งผลกระทบต่อบัญชีดังกล่าว และต้องแจ้งให้กรมบัญชีกลางดำเนินการแก้ไข ประกอบกับ กรมบัญชีกลางมีนโยบายไม่เปิดงวดบัญชีที่ปิดไปแล้ว ดังนั้น เพื่อให้ข้อมูลบัญชีของส่วนราชการและกรมบัญชีกลางมีความครบถ้วน ถูกต้อง จึงขอให้ตรวจสอบรายงานรายละเอียดข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารของกรมบัญชีกลางและหรือสำนักงานคลังจังหวัดเป็นประจำทุกเดือน และให้แล้วเสร็จภายในวันที่  10  ของเดือนถัดไปนับแต่วันสิ้นเดือน ตามแนวทางการตรวจสอบการนำเงินส่งคลังผ่าน  บมจ.กรุงไทย ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของกรมบัญชีกลาง  www.cgd.go.th  หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0423.3/ว89 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2556]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="text-align: center;line-height: normal;text-indent: 21.85pt;margin: 0cm 9.05pt 0pt 14.2pt;color: #0f35d1;font-size: 24px"><strong><span style="text-decoration: underline"><span lang="TH">แนวทางการตรวจสอบการนำเงินส่งคลังผ่าน </span></span><span style="text-decoration: underline"><span lang="TH">บมจ.ธนาคารกรุงไทย</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;line-height: normal;text-indent: 1cm;margin: 0cm 16.15pt 0pt 14.2pt;color: #0acc15;font-size: 18px"><strong><span lang="TH">ด้วยกรมบัญชีกลางได้พัฒนารายงานเพื่อแสดงรายละเอียดข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร (</span><span>Bank statement</span><span lang="TH">) ของกรมบัญชีกลาง หรือสำนักงานคลังจังหวัดเกี่ยวกับจำนวนเงินและประเภทการนำส่งเงินแยกตามศูนย์ต้นทุนที่นำเงินส่งคลัง เพื่อให้ส่วนราชการใช้ในการตรวจสอบความครบถ้วน ถูกต้อง ของข้อมูลนำเงินส่งคลังผ่าน บมจ.ธนาคารกรุงไทย</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;line-height: normal;text-indent: 1cm;margin: 0cm 16.15pt 0pt 14.2pt;color: #ad14a4;font-size: 18px"><strong><span lang="TH">กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า ประเภทเงินที่นำส่งคลังซึ่งแสดงในใบนำฝากเงิน (</span><span>Pay in slip</span><span lang="TH">) มีความสัมพันธ์ กับบัญชีแยกประเภทของส่วนราชการและกรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานที่จัดทำรายงานการเงินของแผ่นดิน คือ บัญชีค่าใช้จ่ายระหว่างหน่วยงานและบัญชีรายได้ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินส่งคลัง ซึ่งเป็นบัญชีที่ระบบบันทึกอัตโนมัติ หากส่วนราชการระบุประเภทเงินที่นำส่งคลังผิดพลาดจะส่งผลกระทบต่อบัญชีดังกล่าว และต้องแจ้งให้กรมบัญชีกลางดำเนินการแก้ไข ประกอบกับ กรมบัญชีกลางมีนโยบายไม่เปิดงวดบัญชีที่ปิดไปแล้ว ดังนั้น เพื่อให้ข้อมูลบัญชีของส่วนราชการและกรมบัญชีกลางมีความครบถ้วน ถูกต้อง จึงขอให้ตรวจสอบรายงานรายละเอียดข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารของกรมบัญชีกลางและหรือสำนักงานคลังจังหวัดเป็นประจำทุกเดือน และให้แล้วเสร็จภายในวันที่ <span> </span>10<span>  </span>ของเดือนถัดไปนับแต่วันสิ้นเดือน</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;line-height: normal;text-indent: 1cm;margin: 0cm 16.15pt 0pt 14.2pt;color: #e05f0a;font-size: 18px"><strong><span lang="TH">ตามแนวทางการตรวจสอบการนำเงินส่งคลังผ่าน<span>  </span>บมจ.กรุงไทย</span><span lang="TH"> ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของกรมบัญชีกลาง </span><span lang="TH"><span> </span></span><a href="http://www.cgd.go.th/"><span><span style="color: #800080">www.cgd.go.th</span></span></a><span><span>  </span></span><span lang="TH">หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0423.3/ว89 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2556</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;line-height: normal;text-indent: 1cm;margin: 0cm 16.15pt 0pt 14.2pt;color: #e05f0a;font-size: 18px"><strong><span lang="TH"><a href="http://news.krabi.go.th/wp-content/uploads/2013/04/001_06.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-1684" src="http://news.krabi.go.th/wp-content/uploads/2013/04/001_06-164x300.jpg" alt="" width="164" height="300" /></a></span></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.krabi.go.th/?feed=rss2&#038;p=1680</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สวนแนวใหม่ลดโลกร้อน</title>
		<link>http://news.krabi.go.th/?p=1677</link>
		<comments>http://news.krabi.go.th/?p=1677#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 01 Apr 2013 02:59:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>krabimnre</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชุมชนแห่งการเรียนรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.krabi.go.th/?p=1677</guid>
		<description><![CDATA[ทุกวันนี้ สิ่งแวดล้อมได้ถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปและแย่งลงทุกวัน จนก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน นับเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตหลายเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ พืช หรือสัตว์ ต่างได้รับผลกระทบเหล่านี้ทั้งสิ้น และการปลูกต้นไม้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ แต่ทว่าบางพื้นที่อาจถูกจำกัดจำเขี่ยเรื่องที่ดินที่จะใช้ปลูกพืช ประกอบกับการขยายตัวของชุมชนเมืองที่กำลังกลืนกินพื้นที่ทางการเกษตรเข้าไปทุกที ส่งผลให้สวนแนวตั้งกลายเป็นอีกหนึ่งความหวังสีเขียวของคนเมือง ปัจจุบันการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในรูปแบบสวนแนวตั้ง จะเป็นเสมือนการสร้างรั้วชีวภาพที่ช่วยลดอุณหภูมิความร้อน ช่วยเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ ช่วยดูดซับและช่วยกรองฝุ่น ควัน และมลพิษต่าง ๆ ในอากาศ รวมทั้งเพิ่มทัศนียภาพที่สวยงามให้กับพื้นที่โดยรอบอีกด้วย ดังนั้น นักวิจัย จึงเสนอแนะแนวทางสวนในเมืองจากภูมิปัญญาในอดีต สู่การพัฒนาเป็นนวัตกรรรมการปลูกพืชประกอบอาคารเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมในอนาคต โดยเริ่มจากการมองปัญหาเมืองที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ปลูกต้นไม้ ทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้กำหนดนโยบายให้เมืองต้องมีพื้นที่สีเขียวเพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากในประวัติศาสตร์พบว่ามีการปลูกพืชบนตัวอาคารมาตั้งแต่สมัยบาบีลอน หรือประมาณ ๗๐๐-๘๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล ส่วนในประเทศไทยมักพบสวนกระถางบนชานบ้านของเรือนไทย รวมถึงการปลูกพืชซุ้มไม้เลื้อยที่กินได้ไว้เป็นรั้วบ้าน ซึ่งการใช้พืชพรรณต่าง ๆ ประกอบอาคารบ้านเรือน นอกจากความสวยงามแล้ว ยังให้ประโยชน์ในการรักษาสภาพแวดล้อมอย่างหลากหลาย ตั้งแต่ช่วยลดความร้อนทั้งภายในและภายนอกอาคาร โดยพืชพรรณที่ปลูกไว้จะทำหน้าที่เป็นแผงบังแดด หรือฉนวนกันความร้อนที่ดี เนื่องจากใบไม้ที่ปกคลุมช่วยป้องกันแดดไม่ให้ส่องผ่านสู่อาคาร ช่วยลดฝุ่นละอองและสารพิษบางชนิด โดยเฉพาะสารพิษจากวัสดุก่อสร้าง ช่วยประหยัดพลังงาน คืนระบบนิเวศที่สูญเสียไปกับการก่อสร้างอาคาร ผนังและหลังคาที่ปลูกพืชพรรณจะช่วยลดการลุกลามของไฟ โดยเฉพาะเมื่อวัสดุปลูกอิ่มน้ำ ช่วยดูดซับเสียง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>ทุกวันนี้ สิ่งแวดล้อมได้ถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปและแย่งลงทุกวัน จนก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน นับเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตหลายเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ พืช หรือสัตว์ ต่างได้รับผลกระทบเหล่านี้ทั้งสิ้น และการปลูกต้นไม้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ แต่ทว่าบางพื้นที่อาจถูกจำกัดจำเขี่ยเรื่องที่ดินที่จะใช้ปลูกพืช ประกอบกับการขยายตัวของชุมชนเมืองที่กำลังกลืนกินพื้นที่ทางการเกษตรเข้าไปทุกที ส่งผลให้สวนแนวตั้งกลายเป็นอีกหนึ่งความหวังสีเขียวของคนเมือง ปัจจุบันการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในรูปแบบสวนแนวตั้ง จะเป็นเสมือนการสร้างรั้วชีวภาพที่ช่วยลดอุณหภูมิความร้อน ช่วยเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ ช่วยดูดซับและช่วยกรองฝุ่น ควัน และมลพิษต่าง ๆ ในอากาศ รวมทั้งเพิ่มทัศนียภาพที่สวยงามให้กับพื้นที่โดยรอบอีกด้วย ดังนั้น นักวิจัย จึงเสนอแนะแนวทางสวนในเมืองจากภูมิปัญญาในอดีต สู่การพัฒนาเป็นนวัตกรรรมการปลูกพืชประกอบอาคารเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมในอนาคต โดยเริ่มจากการมองปัญหาเมืองที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ปลูกต้นไม้ ทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้กำหนดนโยบายให้เมืองต้องมีพื้นที่สีเขียวเพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากในประวัติศาสตร์พบว่ามีการปลูกพืชบนตัวอาคารมาตั้งแต่สมัยบาบีลอน หรือประมาณ ๗๐๐-๘๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล ส่วนในประเทศไทยมักพบสวนกระถางบนชานบ้านของเรือนไทย รวมถึงการปลูกพืชซุ้มไม้เลื้อยที่กินได้ไว้เป็นรั้วบ้าน ซึ่งการใช้พืชพรรณต่าง ๆ ประกอบอาคารบ้านเรือน นอกจากความสวยงามแล้ว ยังให้ประโยชน์ในการรักษาสภาพแวดล้อมอย่างหลากหลาย ตั้งแต่ช่วยลดความร้อนทั้งภายในและภายนอกอาคาร โดยพืชพรรณที่ปลูกไว้จะทำหน้าที่เป็นแผงบังแดด หรือฉนวนกันความร้อนที่ดี เนื่องจากใบไม้ที่ปกคลุมช่วยป้องกันแดดไม่ให้ส่องผ่านสู่อาคาร ช่วยลดฝุ่นละอองและสารพิษบางชนิด โดยเฉพาะสารพิษจากวัสดุก่อสร้าง ช่วยประหยัดพลังงาน คืนระบบนิเวศที่สูญเสียไปกับการก่อสร้างอาคาร ผนังและหลังคาที่ปลูกพืชพรรณจะช่วยลดการลุกลามของไฟ โดยเฉพาะเมื่อวัสดุปลูกอิ่มน้ำ ช่วยดูดซับเสียง โดยพืชและวัสดุปลูกทำให้ลดเสียงรบกวนได้ ยิ่งความหนาของวัสดุปลูกมากและต้นไม้ปกคลุมหนาแน่นขึ้น ก็ยิ่งลดเสียงได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยผ่อนคลายลดความเครียด เพราะพืชพรรณบนผนังและหลังคาจะช่วยสร้างสุนทรียภาพและมุมมองในการพักผ่อนสายตาได้ดี นอกจากนี้ ในบางประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูกไม่เพียงพอ ได้ใช้ผนังและหลังคาปลูกพืชผักและเก็บเกี่ยวร่วมกัน ทำให้เกิดกิจกรรมในชุมชนที่มีประโยชน์ ปัจจุบันมีการพัฒนาปลูกพืชประกอบอาคารในลักษณะสวนแนวตั้ง ๕ รูปแบบ ได้แก่ ผนังผ้า แผ่นผนังเขียว กระถางแขวน อิฐบล็อกผนัง และผนังไม้เลื้อย ซึ่งในประเทศไทยจะเห็นการทำผนังไม้เลื้อยตามอาคารโรงแรมบางแห่ง ส่วนกระถางแขวนก็เป็นรูปแบบที่กรุงเทพมหานครได้นำร่องจัดทำบริเวณป้ายรถประจำทางสาธารณะ สำหรับการทำสวนหลังคาและสวนบนดาดฟ้าจะต้องคำนึงถึงน้ำหนักของดิน เพราะการก่อสร้างอาคารอาจไม่ได้คำนวณรวมน้ำหนักของสวนไว้ ด้วยเหตุนี้จึงมีการคิดค้นนวัตกรรมระบบสำเร็จรูปเพื่อปลูกต้นไม้ที่น้ำหนักเบา โดยใช้วัสดุเหลือใช้จากการเกษตร ได้แก่ ใยมะพร้าวและกากกาแฟอัดรวมกันเป็นแผ่น เนื่องจากเป็นวัสดุที่รากพืชยึดเกาะได้ดี และมีอายุใช้งานมากกว่า ๑ ปี ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะมีการพัฒนานวัตกรรมปลูกผักเลี้ยงปลาในอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อไป</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.krabi.go.th/?feed=rss2&#038;p=1677</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“แนวคิดพอเพียง”</title>
		<link>http://news.krabi.go.th/?p=1666</link>
		<comments>http://news.krabi.go.th/?p=1666#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Mar 2013 08:57:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>alrokrabi</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชุมชนแห่งการเรียนรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.krabi.go.th/?p=1666</guid>
		<description><![CDATA[แนวคิดการวิเคราะห์สำหรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีดังนี้           1) การส่งเสริมแนวทางการพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกโดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการพึ่งพาตนเอง ผลิตอาหารเพียงพอต่อความต้องการบริโภคในครัวเรือน และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในครัวเรือนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อการลดรายจ่าย ต้นทุนการผลิต และการพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก           2) การอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยสร้างจิตสำนึกให้เกษตรกรตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทำการผลิตเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพ           3) การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร มุ่งเน้นการผลิตให้มีเพียงพอต่อการบริโภคก่อน หลังจากนั้นจึงจำหน่ายส่วนที่เหลือเพื่อเป็นรายได้ และให้ความสำคัญกับการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและค่าใช้จ่ายในการซื้อปัจจัยการผลิต           4) การพัฒนาที่สอดคล้องกับพื้นฐานเดิมของชุมชนทั้งด้านพื้นที่ กายภาพ สังคม สิ่งแวดล้อม และฐานทรัพยากร การดำเนินงานโครงการควรมีการศึกษาทำความเข้าใจพื้นฐานการดำเนินชีวิตของชุมชน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อการพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพภูมินิเวศและภูมิสังคมของพื้นที่นั้น ๆ           5) การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม ควรพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการประหยัด คุ้มค่า และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน           6) การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แนวคิดการวิเคราะห์สำหรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีดังนี้</strong><strong></strong></p>
<p>          1) การส่งเสริมแนวทางการพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกโดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการพึ่งพาตนเอง ผลิตอาหารเพียงพอต่อความต้องการบริโภคในครัวเรือน และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในครัวเรือนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อการลดรายจ่าย ต้นทุนการผลิต และการพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก</p>
<p>          2) การอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยสร้างจิตสำนึกให้เกษตรกรตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทำการผลิตเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพ</p>
<p>          3) การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร มุ่งเน้นการผลิตให้มีเพียงพอต่อการบริโภคก่อน หลังจากนั้นจึงจำหน่ายส่วนที่เหลือเพื่อเป็นรายได้ และให้ความสำคัญกับการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและค่าใช้จ่ายในการซื้อปัจจัยการผลิต</p>
<p>          4) การพัฒนาที่สอดคล้องกับพื้นฐานเดิมของชุมชนทั้งด้านพื้นที่ กายภาพ สังคม สิ่งแวดล้อม และฐานทรัพยากร การดำเนินงานโครงการควรมีการศึกษาทำความเข้าใจพื้นฐานการดำเนินชีวิตของชุมชน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อการพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพภูมินิเวศและภูมิสังคมของพื้นที่นั้น ๆ</p>
<p>          5) การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม ควรพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการประหยัด คุ้มค่า และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>          6) การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และการบูรณาการงานส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วม บนพื้นฐานหลักการ รู้ รัก สามัคคี เข้าใจ และเข้าถึงเพื่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของเกษตรกร โดยประสานงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเกษตรกรในการดำเนินการร่วมกันในทุกขั้นตอน โดยต้องสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน</p>
<p>          7) ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ทางวิชาการควบคู่กับภูมิปัญญาท้องถิ่น เน้นการเพิ่มศักยภาพเกษตรกรโดยการบูรณาการความรู้ภูมิปัญญาของเกษตรกรควบคู่กับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และนำความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเกษตรกร</p>
<p>          <img src='http://news.krabi.go.th/wp-includes/images/smilies/icon_cool.gif' alt='8)' class='wp-smiley' /> พัฒนากลุ่มเกษตรกร สถาบัน/องค์กรชุมชน และวิสาหกิจชุมชนเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง การพัฒนาบนพื้นฐานหลักการเพื่อให้เกิดผลประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ของชุมชน เน้นการเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการรวมกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน เพื่อยกระดับชุมชนให้เข้มแข็งพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก</p>
<p>          9) หลักการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน โดยให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองในระดับครัวเรือนก่อนหลังจากนั้นเมื่อมีผลผลิตเหลือจึงรวมตัวกับบริหารจัดการผลผลิจในระดับกลุ่มและชุมชน เมื่อแต่ละชุมชนเข้มแข็ง จะสามารถเชื่อมโยงกับเป็นเครือข่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งระดับภูมิภาค และระดับประเทศต่อไป</p>
<p>          10) หลักการพัฒนาที่เป็นต้นแบบเพื่อการเรียนรู้ ควรมีการขยายผลการพัฒนาเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นต้นแบบเพื่อการเรียนรู้แก่ชุมชนและพื้นที่อื่น ๆ เกษตรกรมีโอกาสได้เข้ามาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติจากผู้ที่ประสบความสำเร็จ หรือจากจุดสาธิตเพื่อการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง</p>
<p><strong>          โดย กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          จดหมายข่าวเกษตรและสหกรณ์ ปีที่ 20 เดือนมีนาคม 2556</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.krabi.go.th/?feed=rss2&#038;p=1666</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวทางการตรวจสอบการนำเงินส่งคลังผ่าน บมจ.ธนาคารกรุงไทย</title>
		<link>http://news.krabi.go.th/?p=1650</link>
		<comments>http://news.krabi.go.th/?p=1650#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Mar 2013 08:48:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>klangkrabi</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชุมชนแห่งการเรียนรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.krabi.go.th/?p=1650</guid>
		<description><![CDATA[แนวทางการตรวจสอบการนำเงินส่งคลังผ่าน บมจ.ธนาคารกรุงไทย ด้วยกรมบัญชีกลางได้พัฒนารายงานเพื่อแสดงรายละเอียดข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร (Bank statement) ของกรมบัญชีกลาง หรือสำนักงานคลังจังหวัดเกี่ยวกับจำนวนเงินและประเภทการนำส่งเงินแยกตามศูนย์ต้นทุนที่นำเงินส่งคลัง เพื่อให้ส่วนราชการใช้ในการตรวจสอบความครบถ้วน ถูกต้อง ของข้อมูลนำเงินส่งคลังผ่าน บมจ.ธนาคารกรุงไทย กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า ประเภทเงินที่นำส่งคลังซึ่งแสดงในใบนำฝากเงิน (Pay in slip) มีความสัมพันธ์ กับบัญชีแยกประเภทของส่วนราชการและกรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานที่จัดทำรายงานการเงินของแผ่นดิน คือ บัญชีค่าใช้จ่ายระหว่างหน่วยงานและบัญชีรายได้ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินส่งคลัง ซึ่งเป็นบัญชีที่ระบบบันทึกอัตโนมัติ หากส่วนราชการระบุประเภทเงินที่นำส่งคลังผิดพลาดจะส่งผลกระทบต่อบัญชีดังกล่าว และต้องแจ้งให้กรมบัญชีกลางดำเนินการแก้ไข ประกอบกับ กรมบัญชีกลางมีนโยบายไม่เปิดงวดบัญชีที่ปิดไปแล้ว ดังนั้น เพื่อให้ข้อมูลบัญชีของส่วนราชการและกรมบัญชีกลางมีความครบถ้วน ถูกต้อง จึงขอให้ตรวจสอบรายงานรายละเอียดข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารของกรมบัญชีกลางและหรือสำนักงานคลังจังหวัดเป็นประจำทุกเดือน และให้แล้วเสร็จภายในวันที่  10  ของเดือนถัดไปนับแต่วันสิ้นเดือน ตามแนวทางการตรวจสอบการนำเงินส่งคลังผ่าน  บมจ.กรุงไทย ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของกรมบัญชีกลาง  www.cgd.go.th  หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0423.3/ว89 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2556]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="text-align: center;line-height: normal;text-indent: 21.85pt;margin: 0cm 9.05pt 0pt 14.2pt"><strong><span style="text-decoration: underline"><span style="font-family: Courier New, Courier, mono;color: #0727ba;font-size: 18px" lang="TH">แนวทางการตรวจสอบการนำเงินส่งคลังผ่าน บมจ.ธนาคารกรุงไทย</span></span></strong><strong></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;line-height: normal;text-indent: 1cm;margin: 0cm 16.15pt 0pt 14.2pt;color: #900cb5;font-size: 16px"><span lang="TH">ด้วยกรมบัญชีกลางได้พัฒนารายงานเพื่อแสดงรายละเอียดข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร (</span><span>Bank statement</span><span lang="TH">) ของกรมบัญชีกลาง หรือสำนักงานคลังจังหวัดเกี่ยวกับจำนวนเงินและประเภทการนำส่งเงินแยกตามศูนย์ต้นทุนที่นำเงินส่งคลัง เพื่อให้ส่วนราชการใช้ในการตรวจสอบความครบถ้วน ถูกต้อง ของข้อมูลนำเงินส่งคลังผ่าน บมจ.ธนาคารกรุงไทย</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;line-height: normal;text-indent: 1cm;margin: 0cm 16.15pt 0pt 14.2pt;color: #12d8d8;font-size: 16px"><span lang="TH">กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า ประเภทเงินที่นำส่งคลังซึ่งแสดงในใบนำฝากเงิน (</span><span>Pay in slip</span><span lang="TH">) มีความสัมพันธ์ กับบัญชีแยกประเภทของส่วนราชการและกรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานที่จัดทำรายงานการเงินของแผ่นดิน คือ บัญชีค่าใช้จ่ายระหว่างหน่วยงานและบัญชีรายได้ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินส่งคลัง ซึ่งเป็นบัญชีที่ระบบบันทึกอัตโนมัติ หากส่วนราชการระบุประเภทเงินที่นำส่งคลังผิดพลาดจะส่งผลกระทบต่อบัญชีดังกล่าว และต้องแจ้งให้กรมบัญชีกลางดำเนินการแก้ไข ประกอบกับ <strong>กรมบัญชีกลางมีนโยบายไม่เปิดงวดบัญชีที่ปิดไปแล้ว</strong> ดังนั้น เพื่อให้ข้อมูลบัญชีของส่วนราชการและกรมบัญชีกลางมีความครบถ้วน ถูกต้อง จึงขอให้ตรวจสอบรายงานรายละเอียดข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารของกรมบัญชีกลางและหรือสำนักงานคลังจังหวัดเป็นประจำทุกเดือน และให้แล้วเสร็จภายในวันที่<span>  </span>10<span>  </span>ของเดือนถัดไปนับแต่วันสิ้นเดือน</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;line-height: normal;text-indent: 1cm;margin: 0cm 16.15pt 0pt 14.2pt;font-family: Times New Roman, Times, serif;color: #07ba4f"><span lang="TH">ตามแนวทางการตรวจสอบการนำเงินส่งคลังผ่าน<span>  </span>บมจ.กรุงไทย</span><span lang="TH"> ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของกรมบัญชีกลาง </span><strong><span lang="TH"><span> </span></span></strong><a href="http://www.cgd.go.th/"><strong><span><span style="color: #800080">www.cgd.go.th</span></span></strong></a><strong><span><span>  </span></span></strong><span lang="TH">หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0423.3/ว89 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2556</span><strong></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.krabi.go.th/?feed=rss2&#038;p=1650</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาตรฐานการผลิตทางเกษตร</title>
		<link>http://news.krabi.go.th/?p=1640</link>
		<comments>http://news.krabi.go.th/?p=1640#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Mar 2013 01:02:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>alrokrabi</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชุมชนแห่งการเรียนรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.krabi.go.th/?p=1640</guid>
		<description><![CDATA[          แม้ว่าในปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ ดูเหมือนจะสะดวกมากขึ้นเพราะมีการเจรจาลดภาษีการค้าระหว่างประเทศคู่ค้า แต่สิ่งที่ไม่ใช่กำแพงภาษีโดยเฉพาะมาตรฐานสินค้าซึ่งประเทศต่าง ๆ กำหนดขึ้นกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตให้สินค้าแต่ละชนิดเข้าไปขายในประเทศ ถ้าสินค้าไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานหรือคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สินค้าจะถูกปฏิเสธจากผู้ซื้อทันที แม้ว่าสินค้าชนิดนั้น จะเป็นที่ต้องการของตลาดก็ตาม ในส่วนของสินค้าเกษตร การปฏิเสธสินค้าเกษตรจากประเทศผู้ซื้อมีปรากฎอยู่ให้เห็น ดังที่สหภาพยุโรป (อียู) ปฏิเสธการนำเข้าผักบางชนิดจากไทยเนื่องจากพบสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินค่ามาตรฐานที่สหภาพยุโรปกำหนด ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรเป็นผลมาจากกระแสความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารที่ดีมีสุขอนามัยที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมทั้งในต่างประเทศและประเทศไทยมาตรฐานการผลิตทางเกษตรเป็นมาตรการหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ว่าจะได้บริโภคผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยจากสารพิษ ซึ่งมาตรฐานการผลิตทางเกษตรของไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ มาตรฐาน จีเอพี (GAP) สำหรับเกษตรปลอดภัยและมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยจะมีหน่วยงานรับรองที่ได้รับการแต่งตั้งจากภาครัฐหรือภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตรวจสอบประเมินการผลิตและออกใบรับรองมาตรฐาน           การผลิตตามมาตรฐาน จีเอพี หรือที่เรียกเป็นทางการว่า “การทำเกษตรดีที่เหมาะสาม” (Good Agricultural Practice ; GAP) เป็นการผลิตที่พิจารณาตั้งแต่พื้นที่การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ในการผลิตจะใช้พันธุ์ ปุ๋ยเคมี และสารเคมีแบบปลอดภัย คือใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีต่าง ๆ เท่าที่จำเป็นและในอัตราที่กำหนด เน้นการวางแผนและการจัดบันทึก ซึ่งการทำการเกษตรแบบ จีเอพี มีข้อผ่อนปรนหลายประการที่ทำให้สามารถปฏิบัติได้ และไม่ยุ่งยากเกินความสามารถของเกษตรกร ซึ่งในการตรวจประเมินรับรองการผลิตตามมาตรฐาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>          แม้ว่าในปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ ดูเหมือนจะสะดวกมากขึ้นเพราะมีการเจรจาลดภาษีการค้าระหว่างประเทศคู่ค้า แต่สิ่งที่ไม่ใช่กำแพงภาษีโดยเฉพาะมาตรฐานสินค้าซึ่งประเทศต่าง ๆ กำหนดขึ้นกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตให้สินค้าแต่ละชนิดเข้าไปขายในประเทศ ถ้าสินค้าไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานหรือคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สินค้าจะถูกปฏิเสธจากผู้ซื้อทันที แม้ว่าสินค้าชนิดนั้น จะเป็นที่ต้องการของตลาดก็ตาม ในส่วนของสินค้าเกษตร การปฏิเสธสินค้าเกษตรจากประเทศผู้ซื้อมีปรากฎอยู่ให้เห็น ดังที่สหภาพยุโรป (อียู) ปฏิเสธการนำเข้าผักบางชนิดจากไทยเนื่องจากพบสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินค่ามาตรฐานที่สหภาพยุโรปกำหนด ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรเป็นผลมาจากกระแสความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารที่ดีมีสุขอนามัยที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมทั้งในต่างประเทศและประเทศไทยมาตรฐานการผลิตทางเกษตรเป็นมาตรการหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ว่าจะได้บริโภคผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยจากสารพิษ ซึ่งมาตรฐานการผลิตทางเกษตรของไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ มาตรฐาน จีเอพี (GAP) สำหรับเกษตรปลอดภัยและมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยจะมีหน่วยงานรับรองที่ได้รับการแต่งตั้งจากภาครัฐหรือภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตรวจสอบประเมินการผลิตและออกใบรับรองมาตรฐาน</p>
<p>          การผลิตตามมาตรฐาน จีเอพี หรือที่เรียกเป็นทางการว่า “การทำเกษตรดีที่เหมาะสาม” (Good Agricultural Practice ; GAP) เป็นการผลิตที่พิจารณาตั้งแต่พื้นที่การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ในการผลิตจะใช้พันธุ์ ปุ๋ยเคมี และสารเคมีแบบปลอดภัย คือใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีต่าง ๆ เท่าที่จำเป็นและในอัตราที่กำหนด เน้นการวางแผนและการจัดบันทึก ซึ่งการทำการเกษตรแบบ จีเอพี มีข้อผ่อนปรนหลายประการที่ทำให้สามารถปฏิบัติได้ และไม่ยุ่งยากเกินความสามารถของเกษตรกร ซึ่งในการตรวจประเมินรับรองการผลิตตามมาตรฐาน จีเอพี ในพืช     ปศุสัตว์ และประมงมีข้อกำหนดโดยสรุปดังนี้</p>
<p>          <strong>1. พืช</strong> ใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่สะอาด , พื้นที่ปลูกต้องไม่มีเชื้อโรค , ใช้และเก็บสารเคมีตามคำแนะนำ ,ผลิตตามแผนควบคุมคุณภาพ , ป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง , เก็บเกี่ยวผลผลิตถูกเวลาและถูกวิธี , การเก็บและการขนย้ายต้องสะอาดและปลอดภัย , จดบันทึกทุกขั้นตอน</p>
<p>          <strong>2. ปศุสัตว์</strong> ใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่สะอาด , ได้รับความยินยอมจากองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น , ฟาร์มมีขนาดที่เหมาะสม , โรงเรือนมีขนาดที่เหมาะสม , มีสัตว์แพทย์ควบคุมดูแล , มีคู่มือการจัดการฟาร์ม ,    มีระบบเฝ้าระวัง/ควบคุมโรค , มีการกำจัดหรือบำบัดของเสียจากฟาร์ม , จดบันทึกทุกขั้นตอน</p>
<p>          <strong>3. ประมง</strong> ขึ้นทะเบียนฟาร์มกับกรม , ใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่สะอาดและมีระบบการถ่ายเทน้ำที่ดี , ปฏิบัติตามคู่มือ , ใช้ปัจจัยการผลิตที่ขึ้นทะเบียน , มีการจัดการที่ดีและเหมาะสม , มีแผนการเก็บเกี่ยวผลผลิต , มีการกำจัดน้ำทิ้งและของเสียที่เหมาะสม , จดบันทึกทุกขั้นตอน</p>
<p>          มาตรฐานการผลิตอีกชนิดคือมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน การรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด และความหลากหลายทางชีวภาพภายในฟาร์ม ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์กับเกษตร จีเอพี คือ ไม่มีการใช้สารเคมีทุกชนิด (ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช ฮอร์โมนในสัตว์ ฯลฯ) ในทุกขั้นตอนของเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่การผลิตจนถึงการเก็บรักษา เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้จะตกค้างในผลิตผลทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อม และห้ามใช้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) หรือผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมในกระบวนการผลิตหรือแปรรูปเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ การขอมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจและขอรับรองระบบการผลิตในขณะที่การขอมาตรฐาน จีเอพี เกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ</p>
<p>          การทำเกษตรอินทรีย์ในระยะแรก ๆ ผลผลิตและคุณภาพของสินค้าเกษตรอาจจะลดลงเนื่องจากเลิกใช้สารเคมีผลที่เกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือรายได้ครัวเรือนจากการเกษตรที่ลดลง นอกจากนี้เกษตรกรต้องทุ่มเวลาและแรงงานในการดูแลฟาร์มอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันและกำจัดโรค-ศัตรูในพืชและสัตว์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเกษตรอินทรีย์จะมีขั้นตอนการผลิตและการจัดการที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน และมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ผลตอบแทนที่ได้รับก็นับว่าคุ้มค่าทั้งราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สูงกว่าราคาสินค้าเกษตรทั่วไปประมาณร้อยละ 20-25 และสุขภาพที่ดีเพราะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสารเคมี</p>
<p>          ในด้านหนึ่ง มาตรฐานสินค้าเกษตรถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการนำสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาด แต่ในทางกลับกัน การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ปลอดภัยจากสารเคมีที่ปนเปื้อนมากับสินค้าเกษตร รวมทั้งป้องกันผู้ผลิตจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรและลดผลกระทบจากการผลิตที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ว่าจะมองในมุมไหนหรือคิดอย่างไรกับมาตรฐานสินค้าเกษตร เกษตรกรไทยคงไม่สามารถปฏิเสธมาตรฐานสินค้าเกษตรได้เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ซื้อเป็นผู้กำหนดและกลายเป็นมาตรการสำคัญของแต่ละประเทศ สินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐานและถูกปฏิเสธจากผู้ซื้อ ก่อให้เกิดความเสียหายในทุกระดับทั้งตัวเกษตรกรเอง ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และภาพรวมของประเทศ มาตรฐานสินค้าเกษตรไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินไปสำหรับเกษตรกร แม้ว่าในเบื้องต้นเกษตรกรและครอบครัวต้องปรับตัวและทำใจเพราะอาจจะมีข้อห้ามและขั้นตอนมากมาย รวมทั้งมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นบ้าง แต่เมื่อเกษตรกรลงมือทำและสามารถพิสูจน์ได้ว่าระบบการผลิต การจัดการ และคุณภาพสินค้าเกษตรเป็นไปตามที่มาตรฐานกำหนด ปลอดภัย จากสารพิษ จะทำให้สินค้าเป็นที่ยอมรับและจำหน่ายได้มากขึ้น ประเด็นสำคัญในการผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐาน คือความซื่อสัตย์และความเอาใจใส่ของเกษตรกร ต้องรักษาการผลิตให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อถือในกลุ่มผู้ซื้อและผู้บริโภค ผลที่ตามมาคือรายได้ของครัวเรือนเกษตรที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งสุขภาพที่ดีของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค</p>
<p><strong>ข่าวปฏิรูปที่ดิน ปีที่ 34 ฉบับที่ 4 เดือนมกราคม 2556</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.krabi.go.th/?feed=rss2&#038;p=1640</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
